ไร้ซอร์ซ:ศาสตร์แห่งการเดาข้อสอบ

จากไร้ซอร์ซ — ส่วนหนึ่งของโครงการไร้สาระนุกรมเสรี แหล่งรวบรวมเรื่องราวตลกขบขันและบิดเบือนข้อเท็จจริง
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
UNSOURCE

ยินดีต้อนรับสู่ไร้ซอร์ซ
แหล่งรวมเอกสารลวงของราชเกรียนที่ทุกคนร่วมเขียนได้
วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ 25 มกราคม 2565 เวลา 05:50 น. ตามเวลาท้องถิ่น

22 ตุลาคม 2007

เครดิต : http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1161890&pageno=1

กฎข้อที่หนึ่ง[แก้ไข]

อย่าเดาแบบโง่ๆ จงอ่านโจทย์กับตัวเลือกทุกข้อ

สิ่งที่บ้าที่สุดสำหรับการเดาคือการกาโดยไม่อ่านโจทย์และตัวเลือกโดยการคิดว่า ยังไงมันก็ทำไม่ได้อ่านไม่อ่านก็ไม่ต่างกัน คนที่ทำแบบนี้มันจะเป็นตัวตลกในสายตาของอาจารย์ผู้ตรวจข้อสอบเสมอ เรามักจะเป็นพวกที่กา ค หมดทุกข้อทั้งๆ ที่บางตอนของข้อสอบให้เลือกกาถูกข้อ ก. ผิด ข้อ ข. บ่อยๆ ดังนั้นจงจำไว้ว่าไม่ว่าทำได้หรือไม่อย่ากาโดยไม่อ่านโจทย์และตัวเลือกเด็ดขาด การเดาแบบโง่ๆ ทำให้ความน่าจะเป็นของคะแนนอยู่ที่ 25% ซึ่งคะแนนจะอยู่ประมาณ 10-35 เต็ม 100 (ส่วนใหญ่มักจะได้น้อยกว่า 25 เพราะมักจะมีตอนพิเศษแบบให้เติมตัวอักษร กาแค่ข้อ ก. ข. อะไรแบบนี้เป็นประจำ ซึ่งทำให้เราตกแน่นอน จำไว้ว่าจงอ่านให้ละเอียด

กฎข้อที่สอง[แก้ไข]

รู้เขารู้เราเดายังไงก็ไม่ตก

อาจารย์ แต่ละคนมีนิสัยกวนส้นแตกต่างกันไป ถ้าเราเข้าใจนิสัยของอาจารย์จะเข้าใจแนวทางการออกข้อสอบของเขา อาจารย์บางคนชอบออกแบบข้อไหนถูกทุกข้อ ข้อนั้นจะถูก แต่บางคนก็ชอบเอาถูกทุกข้อมาไว้หลอกเด็ก ปรกติแล้วถ้าทำข้อสอบสักครึ่งนึงจะพอเดานิสัยอาจารย์ได้แล้ว เช่นว่าข้อที่ถูกทุกข้อจะถูกไหม หรือข้อที่ยาวๆ ถูกรึเปล่า ให้ดูจากข้อที่เราพอจะทำได้จะอนุมานข้ออื่นๆ ด้วยด้วย

อีกอย่างนึงจงเข้าใจจิตใจของคนออกข้อสอบ ลองนั่งคิดว่าถ้าเราออกข้อสอบเราจะขี้เกียจไหม เป็นเราก็คงใช้ Ctrl+C Ctrl+V เหมือนกันแล้วเปลี่ยนนิดนึงล่ะน่า

กฎข้อที่สาม[แก้ไข]

จงขีดฆ่าข้อที่ไม่น่าจะใช่ออกไปให้มากที่สุด

ถ้าเราตัดไปได้ข้อนึกความน่าจะเป้นที่จะถูกในข้อนั้นจะเป็น 33% และ 50% ถ้าตัดได้สองข้อ ถ้าเราทำข้อสอบได้สัก 30 ข้อจากร้อยข้อ และตัดตัวเลือกได้ 1 ตัว สัก 30 ข้อ ตัด 2 ตัวได้สัก 20 ข้อ ที่เหลือเดาไปเลย คะแนนเฉลี่ยที่น่าจะเป็นของเราของเราคือ 1*30+0.33*30+0.50*20+20*0.25 = 30+9.9+10+5 = 54.5 ก็รอดแล้ว บวกพวกข้อที่มีตัวเลือกแค่สองตัวที่โอกาสถูกมากขึ้นเข้าไปอีก ก็ผ่านสบายๆ เอาเข้าจริง ถ้าเราใช้วิจารณญาณในการเลือกตัวเลือกดีๆ ตัวเลือกที่เลือกใน 1 จาก 3 และ 1 จาก 2 จะมีโอกาสสูง เมื่อใช้รวมกับวิธีอื่นๆ ด้วยจะได้คะแนนประมาณ 60-70 คะแนน เต็มร้อย ถ้าเราพออ่าหนังสือมาบ้าง ทำได้สัก 40 ข้อ คะแนนก็จะขึ้นไปถึง 70-80 คะแนน

วิธีการตัดตัวที่ไม่น่าใช่มีดังนี้

1.ทุกข้อมักจะมีข้อหมดมุกของอาจารย์ที่ออกข้อสอบเสมอ

เช่น ใครตั้งกรุงสุโขทัย

  • ก. พ่อขุนศรีอินทราทิตย์
  • ข. พ่อขุนบานเมือง
  • ค. พ่อขุนรามคำแหง
  • ง. พระเจ้าตาก

จะ เห็นว่า ง. อาจารย์หมดมุกแล้ว ในความเป็นจริงถ้าขี้เกียจน้อยหน่อยอาจารย์ก็จะเอาไปมั่วๆ ไว้ในตัวเลือกไหนก็ได้เราก็ตัดมันทิ้ง คิดซะว่าคนที่ออกข้อสอบ 100 ข้อก็ต้องมีเบลอๆ มีขี้เกียจๆ กันบ้าง

2. ถ้าให้มาเหมือนกันให้ตัดข้อนั้นทิ้ง เว้นแต่จะมีง. ให้เลือกว่าถูกทุกข้อ หรือ 2 ข้อนั้นถูก

เช่น จากสมการ สมบัติของค่า X เป็นอย่างไร

  • ก. x เป็นจำนวนคู่
  • ข. x หารด้วยสองลงตัว
  • ค. x เป็นจำนวนคี่
  • ง. x หาค่าไม่ได้

จากข้อนี้ ก. กับ ข. เหมือนกัน ตัดทิ้งไปเลย

Tip ข้อที่ตรงข้ามกับข้อหลอกที่ถูกตัดทิ้งมักจะถูกเสมอ ดังนั้นจากข้อนี้ ค น่าจะถูก บวกกับที่ ง. มันน่าตาเหมือนตัวหลอก น่าจะตอบ ค.

กฎข้อที่สาม[แก้ไข]

ในกรณีที่ข้อสอบเป็นข้อสอบสมการที่ซับซ้อนจงเอาตัวเลือกไปแทนในโจทย์ อย่าเสียเวลาแกะเลขยกกำลัง เช่น

x3 - y = 100 y2 = x4

  • ก. x=2 y= 10
  • ข. x=3 y= 15
  • ค. x=5 y= 25
  • ง. x=7 y= 50

อย่าเสียเวลาคิดเลย เอาค่าในแต่ละตัวเลือกไปแทนในโจทย์เถอะ

กฎข้อที่สี่[แก้ไข]

จงคำนวนความน่าจะเป็นที่เกิดจากข้อสอบที่มีตัวเลือกเดียวกันให้ดี

บางทีจะเจอข้อสอบที่มีตัวเลือกเดียวกัน โดยทั่วไปแล้วมักจะมีมีตัวเลือกพอดีกับข้อ และมันจะจับคู่ข้อละ 1 ตัวเลือก แต่ก็ต้องดูนิสัยอาจารย์ด้วย

ตัวอย่างเช่น

  1. ใครเขียนนิยายเรื่องผมกับผี
    • ก.แจกันสีฟ้า
    • ข.ซาซ่า
    • ค.เคนนี่
    • ง.หย่งเล่อ
  2. ใครเขียนนิยายเรื่องรักรสหวาน
    • ก.แจกันสีฟ้า
    • ข.ซาซ่า
    • ค.เคนนี่
    • ง.หย่งเล่อ
  3. ใครเขียนนิยายยูริ
    • ก.แจกันสีฟ้า
    • ข.ซาซ่า
    • ค.เคนนี่
    • ง.หย่งเล่อ
  4. ใครเขียนเรื่องทีนอส
    • ก.แจกันสีฟ้า
    • ข.ซาซ่า
    • ค.เคนนี่
    • ง.หย่งเล่อ

อย่างแรกต้องทำข้อที่ได้ก่อน ตัวเลือกนั้นก็จะตัดไปจากของข้ออื่น จากนั้นเราต้องคำนวนคะแนนที่มีว่าควรจะเดาแบบไหน เอาแบบกาทั้งสามข้อด้วยตัวเลือกเดียวกันให้ถูก 100% 1 ข้อจะดีไหม หรือว่าจะกากระจาย

ตัวอย่างเช่น สมมติว่า เรารู้ว่าหย่งเล่อเขียนเรื่อง ผมกับผีแต่อีกสามข้อไม่รู้ จากนั้นเราอาจจะเลือกกา ก. ทั้งสามข้อที่เหลือเอา 1 คะแนนจากสามข้อ หรือจะลองเสียง 33% สามครั้งก็ตามใจ

กฎข้อที่ห้า[แก้ไข]

ให้ ทำข้อที่ทำได้ก่อน ทิ้งข้อที่ทำไม่ได้ไว้ค่อยมาเดาทีหลัง

เพราะมันมักจะมีเฉลยข้อแรกๆ อยู่ในข้อต่อไปเสมอ และมีผลกับการเดาสำหรับข้อสอบของอาจารย์ที่มีนิสัยชอบเฉลี่ยให้คำตอบแต่ล่ะ ตัวเลือกเท่าๆ กัน ข้อที่ทำไม่ได้ตัดข้อที่ไม่น่าจะใช่ไว้ แล้วมาเดาที่หลัง ทำสัญลักษณ์ข้อที่เดาไว้เผื่อมาแก้ด้วย

เรามักจะเจอคำถามทำนองว่า ใครตั้งสุโขทัย กับ ใครช่วยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ตั้งสุโขทัย ก็จะได้คำตอบ

หรือคำถามว่า ใครตั้งสุโขทัย กับ สุโขทัยถูกตั้งขึ้นโดยใคร ซึ่งเป็นคำถามเดียวกัน (สงสัยอาจารย์จะเริ่มง่วงแล้วตอนตั้งคำถาม) ให้เลือกเอาตัวเลือกที่มีเหมือนกันทั้งสองข้อ

หรือไม่ก็ข้อสอบภาษาอังกฤษที่ให้เลือกคำที่เขียนถูก ก็อาจจะเจอคำนั้นแบบเขียนถูกอยู่ในข้อต่อไป หรือข้อสอบวิทยาศาสตร์ก็จะมีเฉลยอยู่ในข้อต่อไป หรือแทนคำตอบในโจทย์แล้วจะได้สูตรมาตอบคำถามสูตรในข้อแรกๆ ของข้อสอบคณิตศาสตร์

สิ่งสำคัญคือเราต้องเรียนรู้จากข้อสอบให้เป็น

กฎข้อที่หก[แก้ไข]

ถูกทุกข้อ ไม่มีข้อใดถูก ถูกทั้งข้อ ก. และ ข. คือตัวช่วยสำคัญ

โดยทั่วไป ไม่มีข้อใดถูก มักจะเป็นตัวเลือกหมดมุก ถูกทุกข้อ มีโอกาศ 50:50 ถูกทั้ง ก. และ ข. หรือ ถูกทั้ง ข และ ค. อะไรทำนองนี้จะมีภาษีดีกว่าถูกทุกข้อ เว้นแต่ว่านิสัยอาจารย์จะชอบแกล้งเป็นพิเศษ

วิธีดูว่าถูกทุกข้อถูกหรือไม่มีดังนั้น

  1. ตัวเลือกขัดกันเองไหม ถ้าขัดแสดงว่าไม่ใช่แน่ๆ และหนึ่งในตัวเลือกที่ขัดกันเองมักจะถูก
  2. ตัวเลือกสองในสามของที่เหลือเหมือนกันรึเปล่า ถ้าเหมือนกันกาถูกทุกข้อไปเลย

ส่วนใหญ่ เรื่องของถูกทุกข้อจะขึ้นอยู่กับนิสัยของอาจารย์ ในข้อสอบของอาจารย์ 80% ของอาจารย์ทั้งหมด ทุกข้อที่กาถูกทุกข้อจะได้คะแนนเกิน 80% และถูกสองข้อจะได้คะแนน 90%

กฎข้อที่เจ็ด[แก้ไข]

เรื่องของ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้ตอบข้อที่ดีงาม สรรเสริญ ยืดยาวที่สุด

ถ้าข้อสอบแบบธรรมดาจะทำนองนี้ เว้นแต่จะถามทำนองว่า พระองค์ใดเป็นสาวกเบื้องขวา วิริยะคืออะไร ทำนองนั้น

กฎข้อที่แปด[แก้ไข]

ข้อสอบบรรยายที่เป็นตอนสองจะมีเฉลยหรือตัวช่วยอยู่ในข้อกาเสมอ

และเวลาทำจงทำตัวเหมือนรู้เรื่องแล้วก็แถๆ ไป เขียนให้ดูดีเข้าไว้ พูดเรื่องที่เรารู้เรื่องแล้วโยงไปหาสิ่งที่เราไม่รู้เรื่อง

สมมติว่าถามว่า ปัญหาโลกร้อนส่งผลต่อประเทศปาปัวนิวกีนีอย่างไรบ้าง

ถ้าเราไม่รู้จักปาปัวนิวกีนีเลยก็เปิดกลับไปอ่านข้อสอบปรนัย มันจะมีเรื่องเกี่ยวกับโลกร้อนและอาจจะมีพูดถึงปาปัวนิวกีนีอยู่ในนั้น ถ้าไม่มีจริงๆ ให้เขียนเกี่ยวกับโลกร้อน คำนำไปว่าทุกวันนี้โลกร้อนได้รับความสนใจยังไง แล้วมันสงผลต่อโลก ต่อป่า ต่อคนยังไง แล้วก็โยงไปถึงปาปัวนิวกีนี (เอาเป็นว่ามันส่งผลต่อโลกยังไง ปาปัวก็โดนล่ะฟะ) อย่าปล่อยไก่ทำนองว่า "ทำให้ป่าไม้ที่มีอยู่มากที่สุดในปาปัวเสียหาย" เพราะเราไม่รู้ว่ามันมีป่าเยอะไหม หรือทำนองว่า "ทำให้เกิดน้ำท่วม" เพราะเราไม่รู้ว่ามันท่วมในปาปัวนิวกีนีจริงรึเปล่า ให้ตอบกลางๆ ทำนอง "มีโอกาสเกิดน้ำท่วมมากขึ้น" อะไรก็ว่าไป

สำคัญคึอย่อหน้าสวยๆ คำเขียนถูก ฟังดูดี มีความรู้ (ในเรื่องที่เรารู้) อย่างปล่อยไก่ในเรื่องที่เราไม่รู้ ให้พูดถึงข้อเท็จจริง แล้วก็สรุปเยี่ยมๆ แค่นี้ก็รอดแล้ว

กฎข้อที่เก้า[แก้ไข]

อา~ คิดไม่ออกจริงๆ มันมีเยอะกว่านี้อยู่แต่มันเป็นเรื่องของประสบการณ์ จงจำไว้ว่าไม่ว่าไม่รู้เรื่องแค่ไหนก็จงอย่าสิ้นหวัง พูดตามตรงว่าข้อสอบบางวิชาเราเข้าไปทำโดยไม่มีความรู้เรื่องนั้นอยู่ในหัวเลย ดังนั้นไม่ว่ามันจะถามยากหรือไม่ยาก มันก็ครือๆ กันสำหรับเรา แต่ก็เอาตัวรอดมาได้ทุกครั้ง พอส่งกระดาษคำตอบอาจารย์ก็จะงงว่ามันทดเลขคำนวนอะไรหลังกระดาษฟะ มีคำนวนเลขด้วยเหรอ

อ่านเพิ่มเติม[แก้ไข]

Bad Small.png ไร้ซอร์ซนี้มีการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างโจ่งแจ้ง
โชคยังดี ที่นี่ไม่มีใครไปสนอยู่แล้ว