การเก็บสิ่งส่งตรวจ
จากไร้สาระนุกรม - อนึ่งบทความนี้ถูกแก้ไขได้โดยผู้ใช้ทั่วไป หากแป้กหรือเสื่อมประการใดทางเราไม่ขอรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น
| บทความนี้มีเนื้อหาบางส่วนไม่เหมาะสมสำหรับเด็ก
เยาวชนควรใช้วิจารณญาณ ผู้ปกครองไม่ควรอ่านเกินวันละสองครั้ง มือถือสากปากถือศีลควรปิดตา กระทรวงไอซีทีและกระทรวงวัฒนธรรมไม่ควรชม สื่อมวลชนไม่ควรเอาไปเผยแพร่ ส่วนแฟนพันธุ์แท้ควรติดตาม |
บทความนี้มีลักษณะไม่เป็นไร้สาระนุกรม ซึ่งอาจจะต้องเขียนใหม่ส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมด หรืออาจทำการ แจ้งลบ แทน
เนื่องด้วยการใช้ถ้อยคำ รูปแบบการเขียน เนื้อหา หรือมีลักษณะอื่นๆ ซึ่งไม่ตรงตามนโยบายของไร้สาระนุกรม คุณสามารถช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ด้วยการกดที่ปุ่ม แก้ไข ที่เหมาะสม ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อะไรที่ไม่ใช่ไร้สาระนุกรมและ นโยบายไร้สาระนุกรม |
การเก็บสิ่งส่งตรวจ (specimen collection) สิ่งส่งตรวจ (ตัวอย่าง หรือ specimen) คือสิ่งที่นำมาทดลอง ซึ่งมีมากมายหลายชนิด แต่ละชนิดจะมีวิธีเก็บและการรักษาสภาพก่อนการตรวจ และจุดประสงค์ของการตรวจที่แตกต่างกัน บุคลากรผู้ปฎิบัติงานจะต้องเข้าใจและให้ความสำคัญกับการเก็บตัวอย่างแต่ละชนิดให้ถูกต้อง
เนื้อหา |
[แก้ไข] เลือด
เป็นตัวอย่างที่ใช้ในการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการมากที่สุด
ชนิดของตัวอย่างเลือด
[แก้ไข] Whole Blood
เป็นเลือดที่ใส่สารป้องกันการแข็งตัวของเลือด ได้แก่
- EDTA Blood ให้เจาะเลือดใส่ลงไปในหลอดที่มีสารกันเลือดแข็งตัวชนิด EDTA dipotassium salt (0.2 มก. ต่อเลือด 1 มล.) ผสมกันโดยกลับหลอดไปมาอย่างเบาๆ 2-3 ครั้ง ใช้สำหรับ
- สำหรับการตรวจทั่วๆไป เจาะเลือด 2.0 - 5.0 มล.
- สำหรับการตรวจหา drug and toxic substance chemical screening เจาะเลือด 10.0 มล
- Heparinized Blood ให้เจาะเลือดใส่ลงไปในหลอดที่มีสารกันเลือดแข็งตัวชนิด heparin (0.2 มก. ต่อ เลือด 1 มล.) ผสมกันโดยกลับหลอดไปมาอย่างเบาๆ 2-3 ครั้ง ใช้สำหรับ
- สำหรับการตรวจโลหะหนัก เจาะเลือด 5.0 มล.
- สำหรับการตรวจหา drug and toxic substance chemical screening เจาะเลือด 10.0 มล.
- สำหรับการตรวจหาสารระเหย เจาะเลือด 5.0 มล. ใส่ภาชนะที่มีฝาบิดแน่น
[แก้ไข] Clotted Blood
เป็นเลือดที่ไม่ได้ใส่สารป้องกันการแข็งตัวของเลือด เมื่อเจาะแล้วต้องตั้งทิ้งไว้ประมาณ 15-30 นาที เลือดจะแข็งตัว แล้วจึงนำไปปั่นเพื่อแยกเอาส่วนของน้ำเหลือง เรียกว่า ซีรั่ม (serum) มาใช้
- สำหรับการตรวจทั่วๆไป เจาะเลือด 5.0 มล.
- สำหรับการตรวจหา drug and toxic substance chemical screening เจาะเลือด 10.0 มล.
- ข้อควรทราบเกี่ยวกับการเจาะเลือด
- การเจาะเลือดใส่หลอดที่มีสารกันเลือดแข็งของเลือดทุกชนิด เมื่อใส่เลือดแล้ว ต้อง Mix แบบกลับหลอดไปมา (inversion) 5-10 ครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดแข็งตัว หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำ ให้เม็ดเลือดแดงแตก (Hemolysis) ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากหลอดเลือดและเข็มเจาะหรือหลอดเก็บเลือดไม่สะอาดหรือไม่แห้งสนิท หรือยังร้อนอยู่ในขณะที่เจาะ เข็มที่เจาะมีขนาดเล็กเกินไป ฉีด เลือดที่เจาะได้ลงในหลอดเก็บเลือดโดยไม่ถอดเข็มเจาะออกก่อน ทิ้งหลอดเก็บเลือดไว้ใกล้ที่ที่อุณหภูมิสูงจัดหรือทิ้งไว้นานเกินไป หลีกเลี่ยงการเจาะเลือดจากเส้นเลือดที่มีการให้น้ำเกลือ,ยา หรือสารต่างๆ ถ้าจำเป็นต้องเจาะเลือดหลังอาหาร ต้องนึกถึงผลบางอย่างที่อาจเกิดจากการดูดซึมจากทางเดินอาหาร
- การตรวจ Therapeutic Drug Monitoring
- ควรเจาะในช่วงเวลาที่เหมาะสม ต้องระบุเวลาเจาะด้วย
- การตรวจเกี่ยวกับการติดเชื้อและภูมิต้านทาน ต้องขึ้นกับช่างเวลาที่สัมผัสเชื้อ ระยะฟักตัวของเชื้อ และระยะเวลาที่ร่างกายสามารถสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อนั้นๆ ดังนั้นช่วงเวลาที่เจาะจะมีความสำคัญต่อการแปรผลการตรวจ สำหรับการวินิจฉัยการติดเชื้อบางอย่าง จำเป็นต้องมีการเจาะเลือดผู้ป่วย 2 ครั้งในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อการแปรผลที่ถูกต้อง
[แก้ไข] ปัสสาวะ
แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
[แก้ไข] ปัสสาวะ(random)
- ไม่จำเป็นต้องใส่สารกันบูด ให้ผู้ป่วยถ่ายในขณะนั้นแล้วรีบนำมาตรวจวิเคราะห์ภายในวันนั้น ปริมาตรอย่างต่ำ 200 มล.
[แก้ไข] ปัสสาวะ 24 ชั่วโมง
- ให้มาขอภาชนะบรรจุที่สถาบันพยาธิวิทยา ซึ่งภายในจะมีสารกันบูด วิธีการเก็บ ให้ปฏิบัติดังนี้ เริ่มต้นตอนเช้าให้ถ่ายปัสสาวะทิ้งไว้แล้วจดเวลาไว้ (เช่น 06:00 น.) หลังจากนั้นให้ถ่ายลงในภาชนะที่สะอาดแล้วเทเก็บไว้ในขวดที่มี Preservative บรรจุอยู่ทุกครั้ง รวมทั้งปัสสาวะในตอนกลางคืนด้วย เช้าวันรุ่งขึ้นในเวลาเดียวกันกับเวลาที่จดไว้ (เช่น 06:00 น.) ให้ถ่ายปัสสาวะเก็บลงในขวดเป็นครั้งสุดท้าย แล้วเขียนฉลากปิดอยู่กับขวดดังนี้คือ ชื่อผู้ป่วย อายุ เพศ ที่อยู่จำนวนปัสสาวะทั้งหมดใน 24ชั่วโมง สิ่งที่ต้องการตรวจหา และชื่อแพทย์ผู้ขอตรวจ แล้วรีบนำส่งห้องปฏิบัติการทั้งหมดในตอนเช้าของวันเดียวกัน
- ข้อควรระวัง
- สารกันบูดที่อยู่ภายในขวดเป็นกรดอย่างแรง ระวังอย่าให้หกถูกมือหรืออวัยวะใดๆ ห้ามดื่มกินและให้ห่างจากเด็ก ถ้าหากหกใส่มือหรืออวัยวะใดๆ ให้รีบล้างด้วยน้ำหลายๆครั้ง แล้วล้างด้วยน้ำสบู่
[แก้ไข] อุจจาระ
- ควรเก็บใส่ในภาชนะที่สะอาดและมีฝาปิดมิดชิด ปริมาตรเท่าปลายนิ้วก้อย ควรนำส่งทันที กรณีมีมูกเลือดควรเก็บบริเวณที่มีมูกเลือดมาตรวจ สำหรับตัวแก่พยาธิชนิดที่มีขนาดใหญ่และมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ถ้ามีจำนวนมากอาจจะออกมาปะปนอยู่กับอุจจาระ ให้นำตัวพยาธิทั้งหมดแช่น้ำที่สะอาดใส่ในขวดหรือภาชนะที่มีฝาปิดแล้วนำส่งทันที
[แก้ไข] อื่นๆ
- น้ำล้างกระเพาะ
- ควรเป็นน้ำล้างกระเพาะครั้งที่ 1 ปริมาตรไม่น้อยกว่า 500 มล. หรือทั้งหมด
- เส้นผม
- สำหรับส่งตรวจหาสารพิษ หรือเพาะเชื้อรา ปริมาณมากกว่า 50 เส้น
- เล็บ
- สำหรับส่งตรวจหาสารพิษ หรือเพาะเชื้อรา ปริมาณทั้งหมด
- สมหะ
- การเก็บเสมหะควรทำตอนเช้าหลังตื่นนอน ให้ผู้ป่วยแปรงฟันบ้วนปากด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเพื่อลดจำนวนแบคทีเรียที่มีอยู่ตามปกติในช่องปากแล้วบ้วนต่อด้วยน้ำสะอาด ให้ไอลึกๆเพื่อเอาเสมหะออกมา เก็บเสมหะใส่ในภาชนะที่ปราศจากเชื้อ แล้วรีบส่งไปยังห้องปฏิบัติการ หากส่งไม่ได้ทันทีให้เก็บในตู้เย็นที่ 4 oC
- น้ำไขสันหลัง
- เก็บในขวดที่สะอาดปราศจากเชื้อ 3-4 ขวด ขวดละประมาณ 2-3 มิลลิลิตร ระบุหมายเลขขวดของการเก็บด้วย และนำส่งห้องปฏิบัติการทันที
| ขวดที่ 1 | สำหรับตรวจทางเคมี |
| ขวดที่ 2 | สำหรับตรวจทางจุลชีววิทยา |
| ขวดที่ 3 | สำหรับตรวจทางเซลล์ |
| ขวดที่ 4 | สำหรับตรวจพิเศษอื่นๆ |
- ก้อนนิ่ว
- ให้เก็บทั้งหมดใส่ภาชนะมีฝาปิด
[แก้ไข] ชิ้นเนื้อ
- ส่งตรวจทางพยาธิแบ่งออกเป็น
[แก้ไข] การส่งชิ้นเนื้อเพื่อการตรวจวินิจฉัยตามปกติ
- ชิ้นเนื้อขนาดเล็ก/กลาง ให้แช่ในน้ำยา 10% buffered formalin ปริมาณ 10 เท่าของชิ้นเนื้อ
- ชิ้นเนื้อขนาดใหญ่ ควรกรีด ผ่า หรือบั้ง ก่อนแช่ลงในน้ำยา 10% buffered formalin เพื่อให้น้ำยาสามารถแทรกซึมเข้าไปคงสภาพชิ้นเนื้อได้ทั่วถึง ปริมาตรน้ำยาอย่างน้อย 10 เท่าของชิ้นเนื้อ
[แก้ไข] การส่งชิ้นเนื้อเพื่อการตรวจวินิจฉัยเร่งด่วน (Frozen section)
- ต้องแจ้งให้ห้องปฏิบัติการ หรือพยาธิแพทย์ผู้รับผิดชอบทราบล่วงหน้า 30 นาทีทางโทรศัพท์
- ชิ้นเนื้อต้องส่งสด หรือแช่ใน cold normal saline ขนาดควรโตกว่า 0.5x0.5x0.5 ซม. และรีบส่งทันที
[แก้ไข] การส่งชิ้นเนื้อเพื่อการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีพิเศษ
- การตรวจด้วยเทคนิค Immunofluorescence ต้องเป็นชิ้นเนื้อสดๆ เหมือนการส่ง Frozen section
- การตรวจด้วยเทคนิค Immunoperoxidase หรือ In situ hybridization แช่ชิ้นเนื้อใน 10% buffered formalin เหมือนการตรวจชิ้นเนื้อตามปกติ ยกเว้นกรณีส่งชิ้นเนื้อเพื่อทำ Leukemia/Lymphoma Immunophenotyping ให้ส่งเป็นชิ้นเนื้อสดๆ เหมือนการส่ง Frozen section
- การส่งตรวจ Transmission E.M. ให้แช่ชิ้นเนื้อในน้ำยา 4% glutaraldehyde
[แก้ไข] ตรวจทางเซลล์ ส่งตรวจทางพยาธิแบ่งออกเป็น
Cervical-Vaginal smear หรือตัวอย่างที่ป้ายบนสไลด์แล้วแช่ใน 95% ethyl alcohol
Non-gynecologic specimen เช่น fluid และ secretion ต่างๆ ให้ส่งมายังห้องปฏิบัติการทันที ไม่ต้องแช่ในน้ำยาคงสภาพ
ถ้าส่งมายังห้องปฏิบัติการทันทีไม่ได้ต้องแช่ในน้ำยาคงสภาพดังนี้
- sputum - ใส่ 50-70 % ethyl alcohol
- bronchial washing - ใส่ 50-70 % ethyl alcohol (1:1)
- FLUID ต่างๆ
- pleural, peritoneal and pericardial fluids - ใส่ 50 % ethyl alcohol (1:1)
- cerebrospinal fluids - ใส่ 50 % ethyl alcohol (1:1)
- urine - ใส่ 50 % ethyl alcohol (1:1)
- gastric washing - ใส่ 95 % ethyl alcohol (1:1) และแช่น้ำแข็ง
- fine needle aspiration smear - ใส่ 95 % ethyl alcohol และ air dry อย่างละ 3 แผ่น
[แก้ไข] การเขียนใบส่งตรวจ (request)
- เขียน ชื่อ-นามสกุล HN ให้ถูกต้องและชัดเจน ตามแบบฟอร์ม
- กรอก clinical information ตามความเหมาะสม
- ใบส่งตรวจ 1 ใบ ให้ใช้กับตัวอย่าง 1 ชนิด โดยบ่งให้ชัดเจนในแต่ละใบว่าต้องการทดสอบอะไร
- ระบุชนิด ชื่อ ตำแหน่งที่เก็บตัวอย่างและ/หรือเวลาเก็บให้ชัดเจน
- ให้ติดฉลากซึ่งระบุรายละเอียด ชื่อ-สกุล และ HN บนภาชนะหรือถุงที่บรรจุให้ชัดเจน ถูกต้อง และควรติดสติกเกอร์โรคติดเชื้อทุกครั้งในกรณีที่สงสัยว่าตัวอย่างจะมีเชื้อโรคที่แพร่กระจายได้
สำหรับการส่งตรวจทางชิ้นเนื้อ ต้องระบุรายละเอียดข้อมูลต่างๆให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่แบบฟอร์มกำหนด พร้อมระบุวิธีติดต่อกลับเพื่อรายงานผล ให้แพทย์ผู้รับผิดชอบ ลงชื่อในแบบฟอร์มด้วยตัวบรรจงและมีลายเซ็นชื่อกำกับด้วย เพื่อจะได้สอบถามประวัติของผู้ป่วยเพิ่มเติมได้ถ้ามีความจำเป็น


